วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563




อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์หลักๆ
รู้กันมั้ยว่าส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง คอมพิวเตอร์นั้นมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ 4 ส่วนด้วยกัน เริ่มจาก
  • 1. โปรเซสเซอร์ (Processor) นั่นก็คือหน่วยประผลกลางหรือที่รู้จักกันในนามของซีพียู (CPU) นั่นเอง หรือเรียกว่าซิป ซึ่งส่วนนี้มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะว่ามีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามา ซึ่งซีพียูนั้นมีรุ่นต่างๆ ออกมาวางขายตามท้องตลาดมากมาย ซึ่งแต่ละรุ่นก็ราคาแตกต่างกันออกไป
  • 2. หน่วยความจำ (Memory) หรือ RAM นั่นเอง ซึ่ง RAM นั้นเป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็นในการเก็บข้อมูลต่างๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหน่วยความจำสำรองนั่นเอง ก็คือจะเก็บข้อมูลชั่วคราว ซึ่งหน่วยความจำแรมจะทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย
  • 3. ส่วนอินพุต/เอาต์พุต (Input/Output) ก็คืออุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสัมผัสและรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น เครื่องอ่านบัตร คีย์บอร์ด เมาส์ สแกนเนอร์ และอุปกรณ์ Output ก็ได้แก่พวก เครื่องพิมพ์  จอภาพ
  • 4.  สื่อจัดเก็บข้อมูล  (Storage) นั่นก็คือสื่อที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ศัพท์ภาษาจีน: ประโยคใช้บ่อยในการท่องเที่ยว
September 5, 2016


1.你好!
nǐhǎo
หนีห่าว
สวัสดี

2.请!
Qǐng
ฉิ่ง
เชิญ

3.对不起。
duì bu qǐ
ตุ้ย ปู ฉี่
ขอโทษ

4.没关系!
méi guān xi
เหมย กวนสิ
ไม่เป็นไร

5.谢谢!
Xièxie
เซี่ยเซีย
ขอบคุณ

6.不用谢!
bú yòng xiè
ปู๋ ย่ง เซี่ย
ไม่เป็นไร,ไม่ต้องขอบคุณ.

7.您早!
Nínzǎo
หนินเจ่า
อรุณสวัสดิ์

8.晚安!
wǎn’ān
หวั่นอัน
ราตรีสวัสดิ์

9.请原谅!
qǐng yuánliàng
ฉิ่ง เยวียนเลี่ยง
โปรดให้อภัย

10.请坐!
qǐng zuò
ฉิ่ง จั้ว
เชิญนั่ง

11. 请问,您贵姓?
qǐng wèn, nín guì xìng?
ฉิ่ง เวิ่น,หนิน กุ้ย ซิ่ง
ขอทราบคุณแซ่(นามสกุล)อะไร

12.我姓+แซ่,นามสกุล
wŏ xìng+ แซ่,นามสกุล
หว่อ ซิ่ง + แซ่,นามสกุล
ฉันแซ่(นามสกุล)________

16.再见!
zàijiàn
ไจ้ เจี้ยน
แล้วพบกันใหม่

17.慢走。
màn zǒu
มั่น โจ่ว
เดินดีๆนะคะ ขอให้เดินทางปลอดภัย

18.辛苦了
xīnkǔ le
ซินขู่ เลอ
ลำบากคุณเลย,ทำให้คุณต้องเหนื่อย
*เป็นสำนวนที่ใช้เวลาที่อีกฝ่ายช่วยเหลือเรา ทำธุระให้ หรือลำบากเพื่อเราค่ะ

19.一路平安
yí lù píng’ān
อี๋ ลู่ ผิงอัน
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

20. 请稍等。
qǐng shāo děng
ฉิ่ง เซา เติ่ง
กรุณารอสักครู่
*请(qǐng/ฉิ่ง)กรุณา
*稍(shāo/เซา)สักครู่
*等(děng/เติ่ง)รอ
กรุณารอสักครู่

21.请等一下儿
qǐng děng yí xiàr
ฉิง เติ่ง อี๋ เซี่ย
กรุณารอสักครู่

22.谢谢您的合作!
xièxie nín de hézuò
เซี่ยเซีย หนิน เตอ เหอจั้ว
ขอบคุณที่คุณให้ความร่วมมือ

24.来齐了吗?
lái qí le ma?
ไหล ฉี เลอ มะ
มาครบหรือยังคะ
*来(lái/ไหล)มา
*齐(qí/ฉี)ครบ
*了吗(le ma/เลอ มะ)แล้วหรือยัง

25. 还差一个人。
hái chà yí ge rén
ไห ช่า อี๋ เกอ เยริน
ยังขาดอีก 1 คน
*还(hái/ไห)ยัง,ยังคง
*差(chà/ช่า)ขาด
*一个人(yí ge rén/อี๋ เกอ เยริน) หนึ่งคน

26. 给大家一个小时的时间。
gĕi dàjiā yí ge xiăoshí de shíjiān
เก่ย ตาเจีย อี๋ เกอ เสี่ยวสือ เตอ สือเจียน
ให้เวลาทุกท่าน 1 ชั่วโมง
*给(gĕi/เก่ย)ให้
*大家(dàjiā/ต้าเจีย)ทุกคน
*一个小时(yí ge xiăoshí/อี๋ เกอ เสี่ยวสือ) หนึ่งชั่วโมง
*时间(shíjiān/สือเจียน)เวลา

27.在这里等。
zài zhè li dĕng
ไจ้ เจ้อ หลิ เติ่ง
รอที่ตรงนี้
*在(zài/ไจ้)อยู่ที่, ที่
*这里(zhè li/เจ้อ หลิ) ที่นี่,ตรงนี้
*等(dĕng/เติ่ง) รอ

28.明白了
míngbái le
หมิงไป๋ เลอ
เข้าใจแล้วครับ

29. 别忘了东西
bié wàng le dōngxi
เปี๋ย วั่ง เลอ ตงสิ
อย่าลืมของนะคะ

30. 这是你的吗?
zhè shì nǐ de ma
เจ้อ ซื่อ หนี่ เตอ มะ
นี่คือของคุณใช่ไหม

31.请排队
qǐng páiduì
ฉิ่ง ไผตุ้ย
กรุณาเข้าแถว(เข้าคิว)
*排队(páiduì/ไผตุ้ย)เข้าแถว,เข้าคิว

32. 不要插队
bú yào chāduì
ปู๋ เย่า ชาตุ้ย
อย่าแซงคิว
*不要(bú yào/ปู๋ เย่า) อย่า
*插队(chāduì/ชาตุ้ย) แซงคิว

33. 过马路要小心车
guò mălù yào xiăoxīn chē
กั้ว หม่าลู่ เย่า เสี่ยวซิน เชอ
ข้ามถนนต้องระวังรถด้วย
*过马路(guò mălù/กั้ว หม่าลู่) ข้ามถนน
*要(yào/เย่า) ต้อง, ควร
*小心(xiăoxīn/เสี่ยวซิน) ระวัง , ระมัดระวัง
*车 (chē/เชอ) รถ

34. 靠边
kào biān
เข้า เปียน
ชิดริม,ชิดใน

35. 不要挤
bú yào jǐ
ปู๋ เย่า จี่
อย่าเบียดกันค่ะ
*挤(jǐ/จี่) เบียด

36. 走人行道,不要走马路上。
zŏu rénxíngdào , búyào zŏu mălù shang
โจ่ว เยรินสิงเต้า , ปู๋ เย่า โจ่ว หม่าลู่ซัง
เดินบนทางเท้า อย่าเดินบนถนนค่ะ
*走(zŏu/โจ่ว) เดิน
*人行道(rénxíngdào/เยรินสิงเต้า) ทางเท้า
*马路 (mălù/หม่าลู่) ถนน

37. 慢慢来
mànman lái
มั่นมัน ไหล
ใจเย็นๆ , ค่อยๆ

38. 请小声点儿。
qǐng xiăoshēng diănr
ฉิง เสี่ยว เซิง เตี่ยนร์
ช่วยเสียงเบาหน่อยค่ะ

里面不可以拍照。
lǐmian bù kĕyǐ pāizhào
หลี่เมียน ปู้ เขออี่ ไพเจ้า
ด้านในถ่ายรูปไม่ได้ค่ะ

ฟิสิกส์

 

                                 ฟิสิกส์ (อังกฤษ: Physics, กรีก: φυσικός [phusikos], "เป็นธรรมชาติ" และ กรีก: φύσις [phusis], "ธรรมชาติ") เป็นวิทยาศาสตร์สาขาธรรมชาติที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสสาร [1] เช่น การเคลื่อนที่ของสสาร นิสัยของสสารรวมถึงกาล-อวกาศ และเรื่องเกี่ยวกับพลังงานและแรง เช่น สนาม และคลื่น [2] [3] ฟิสิกส์เป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานที่สุดของวิทยาศาสตร์ โดยเป้าหมายคือการศึกษาว่า "จักรวาลทำงานอย่างไร"
ฟิสิกส์เป็นความรู้พื้นฐานที่นำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิต และเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ ตัวอย่างเช่น การนำความรู้พื้นฐานทางด้านแม่เหล็กไฟฟ้า ไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ (โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ) อย่างแพร่หลาย หรือ การนำความรู้ทางอุณหพลศาสตร์ไปใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ทางฟิสิกส์บางอย่างอาจนำไปสู่การสร้างเครื่องมือใหม่ที่ใช้ในวิทยาศาสตร์สาขาอื่น เช่น การนำความรู้เรื่องกลศาสตร์ควอนตัม ไปใช้ในการพัฒนากล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่ใช้ในชีววิทยา เป็นต้น
นักฟิสิกส์ศึกษาธรรมชาติ ตั้งแต่สิ่งที่เล็กมาก เช่น อะตอม และ อนุภาคย่อย ไปจนถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่มหาศาล เช่น จักรวาล จึงกล่าวได้ว่า ฟิสิกส์ คือ ปรัชญาธรรมชาติเลยทีเดียว[ต้องการอ้างอิง]
ในบางครั้ง ฟิสิกส์ ถูกกล่าวว่าเป็น แก่นแท้ของวิทยาศาสตร์ (fundamental science) เนื่องจากสาขาอื่น ๆ ของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น ชีววิทยา หรือ เคมี ต่างก็มองได้ว่าเป็น ระบบของวัตถุต่าง ๆ หลายชนิดที่เชื่อมโยงกัน โดยที่เราสามารถสามารถอธิบายและทำนายพฤติกรรมของระบบดังกล่าวได้ด้วยกฎต่าง ๆ ทางฟิสิกส์ ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติของสารเคมีต่าง ๆ สามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติของโมเลกุลที่ประกอบเป็นสารเคมีนั้น ๆ โดยคุณสมบัติของโมเลกุลดังกล่าว สามารถอธิบายและทำนายได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ความรู้ฟิสิกส์สาขาต่าง ๆ เช่น กลศาสตร์ควอนตัม, อุณหพลศาสตร์ หรือ ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
ในปัจจุบัน วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาที่มีขอบเขตกว้างขวางและได้รับการพัฒนามาแล้วอย่างมาก งานวิจัยทางฟิสิกส์มักจะถูกแบ่งเป็นสาขาย่อย ๆ หลายสาขา เช่น ฟิสิกส์ของสสารควบแน่น ฟิสิกส์อนุภาค ฟิสิกส์อะตอม-โมเลกุล-และทัศนศาสตร์ ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์พลศาสตร์ที่ไม่เป็นเชิงเส้น-และเคออส และ ฟิสิกส์ของไหล (สาขาย่อยฟิสิกส์พลาสมาสำหรับงานวิจัยฟิวชั่น) นอกจากนี้ยังอาจแบ่งการทำงานของนักฟิสิกส์ออกได้อีกสองทาง คือ นักฟิสิกส์ที่ทำงานด้านทฤษฎี และนักฟิสิกส์ที่ทำงานทางด้านการทดลอง โดยที่งานของนักฟิสิกส์ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทฤษฎีใหม่ แก้ไขทฤษฎีเดิม หรืออธิบายการทดลองใหม่ ๆ ในขณะที่ งานการทดลองนั้นเกี่ยวข้องกับการทดสอบทฤษฎีที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีสร้างขึ้น การตรวจทดสอบการทดลองที่เคยมีผู้ทดลองไว้ หรือแม้แต่ การพัฒนาการทดลองเพื่อหาสภาพทางกายภาพใหม่ ๆ
ทั้งนี้ขอบเขตของวิชาฟิสิกส์ภาคปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของการสังเกต และประสิทธิภาพของเครื่องมือวัด ถ้าเทคโนโลยีของเครื่องมือวัดพัฒนามากขึ้น ข้อมูลที่ได้จะมีความละเอียดและถูกต้องมากขึ้น ทำให้ขอบเขตของวิชาฟิสิกส์ยิ่งขยายออกไป ข้อมูลที่ได้ใหม่ อาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีและกฎที่มีอยู่เดิมทำนายไว้ ทำให้ต้องสร้างทฤษฏีใหม่ขึ้นมาเพื่อทำให้ความสามารถในการทำนายมีมากขึ้น

ทฤษฎีเคมี

                    
                            โดยทั่วไปเคมีมักเริ่มต้นด้วยการศึกษาอนุภาคพื้นฐาน, อะตอม, โมเลกุล [8]แล้วนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับสสาร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารด้วยกันเองหรือปฏิสัมพันธ์ของสสารกับสิ่งที่ไม่ใช่สสารอย่างเช่นพลังงาน แต่หัวใจสำคัญของเคมีโดยทั่วไปคือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีด้วยกันในปฏิกิริยาเคมี โดยสารเคมีนั้นมีการเปลี่ยนรูปไปเป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง นี่อาจจะรวมไปถึงการฉายรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าสู่สารเคมีหรือสารผสม (ในเคมีแสง) ในปฏิกิริยาเคมีที่ต้องการแรงกระตุ้นจากแสง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาเคมีนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเคมีซึ่งศึกษาสสารในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น นักสเปกโตรสโคปีนั้นจะศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงกับสสารโดยที่ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น
แนะนำตัว
เริ่มจากวิธีแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ แบบง่ายๆ พื้นฐานๆ กันก่อน
Let me introduce myself. My name is Suda : ฉันขออนุญาติแนะนำตัวเอง ฉันชื่อสุดา
My nickname is Som-O : ชื่อเล่นของฉันคือ ส้มโอ
I am studying at ABCDEFG School. : ฉันกำลังศึกษาอยู่โรงเรียนABCDEFG
I am studying in grade 12. : (ฉันกำลังเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่6)
My major was science – math. : สายการเรียนวิทย์คณิต
I live in Khon Kaen. : ฉันอาศัยอยู่ที่ขอนแก่น
I live with my parents. : ฉันอยู่กับพ่อแม่
I have two brother and a sister. : ฉันมีน้องชาย2คนและน้องสาวอีก1คน
My hobby is drawing pictures. : งานอดิเรกของฉันคือวาดภาพ
My favorite sport is karate. : กีฬาที่ฉันชื่นชอบคือกีฬาคาราเต้

–การแนะนำตนเองแบบเป็นกันเอง

Hello. : แฟง (สวัสดี)
My name’s Tongdee. (บอกชื่อ) : มาย เนมส มาริษา(ฉันชื่อมาริษา)
I’m from Thailand. : ไอม ฟรอม ไท๊แลนด (ฉันมาจากประเทศไทย)
I’m an exchange student. : ไอม เมิน นิกซเช๊นจ สติ๊วเดินท (ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน)
Glad to meet you. : แกลด ทะ มีท ชู (ดีใจที่ได้เจอกัน)

การแนะนำตนเองแบบเป็นทางการ

Good morning. : กุด ม๊อนิง (อรุนสวัสดิ์ครับ)
May I introduce myself? : เม๊ ยาย ยินทระดิ๊วซ มายเซ๊ลฟ (ผมขออนุญาตแนะนำตัวเองนะครับ)
My name is Somchai Rakdee. : มาย เนม มิส สมชาย รักดี (ผมชื่อสมชาย รักดี)
I’m the marketing manager from ABC company. : ไอม เดอะ ม๊าคิททิง แม๊นนิจเจอะ ฟรอม เอบีซี คั๊มพะนี (ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดจากบริษัทเอบีซี)
Nice to meet you. : ไนซ ทะ มีท ชู (ยินดีที่ได้รู้จัก)

การแนะตัวแบบทั่วๆ ไป

ชื่อ น.ส.เอ้ นามสมมติ : My name is Aeh Namsommut.
ชื่อเล่น เก๋ : My nickname is Kae. (แต่ฝรั่งจะพูดว่า You can call me Mook.)
อายุ 18 ปี เกิดวันที่ 28 สิงหาคม 2538 : I’me 18 years old. My birthday is the 28th of August 1995.
ศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนอำนาจเจริญ ชั้น ม. 3/11 : I’m studying at Amnatcharoen School. I’m in Mathayom 4/11.
อนาคต อยากไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ เป็นต้น : I want to visit Japan, Korea, China Singapore and so on.
อาหารที่ชอบ ก๋วยเตี๋ยว ผัดกระเพรา : My favorite food is Noodle and Pad Ka Prao.
สีที่ชอบ สีฟ้า เขียว น้ำเงิน : My favorite color is blue green and navy blue.
คติประจำตัว จะไม่เป็นอนาคตของชาติ แต่จะเป็นปัจจุบันของชาติ : My motto is “not to be the future of the nation but to be the present time of the nation.”
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แนะนําตัวเองภาษาอังกฤษ




แบดมินตัน

แบดมินตัน (อังกฤษ: badminton)

                เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ที่ใช้ไม้ตีลูก ลูกสำหรับใช้ตีนั้น เรียกกันมาช้านานว่า "ลูกขนไก่" เพราะสมัยก่อนกีฬานี้ใช้ขนของไก่มาติดกับลูกบอลทรงกลมขนาดเล็ก ปัจจุบันลูกขนไก่ผลิตจากขนเป็ดที่คัดแล้ว ลูกบอลทรงกลมขนาดเล็กที่ทำเป็นหัวลูกขนไก่ทำด้วยไม้คอร์ก
กีฬาแบดมินตันจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 ประเภท คือ "ประเภทเดี่ยว" แบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายละ 1 คน และ "ประเภทคู่" แบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายละ 2 คน การเล่นรอบหนึ่งเรียกว่า 1 นัด นัดละ 3 เกม (บางคนเรียกเซต) ตัดสินแพ้ชนะ 2 ใน 3 เกม มีกำหนดคะแนนสูงสุด 21 คะแนน ฝ่ายใดทำคะแนนได้ถึง 21 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น

เนื้อหา
1 ประวัติ
2 วิธีการเล่น
2.1 วิธีการนับคะแน
2.2 การเสิร์ฟลูก
2.3 การดิวส์
3 การแข่งขัน4 หนังสืออ่านเพิ่มเติม5 แหล่งข้อมูลอื่น
ประวัติ
               กีฬาแบดมินตันมีความเป็นมาที่ชัดเจนมาก ซึ่งจากหลักฐานต่าง ๆ จะสามารถบ่งบอกที่มาของกีฬาประเภทนี้ไว้ที่หลายยุค เช่น ในจีนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 มีภาพวาดเก่า ๆ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการใช้ขนไก่มาทำเป็นลูกขนไก่ใช้ในการเล่น ซึ่งตอนนั้นจะใช้เท้าเตะกัน 2 คนหรือจะตั้งวงกัน 3-4 คน
คริสต์ศตวรรษที่ 13 ชาวอินเดียแดงในอเมริกาตอนใต้ ใช้ขนนกหรือขนไก่ผูกติดกับลูกกลมโดยลูกบอลกลมนั้นใช้หญ้าฟางพันขมวดเข้าด้วยกัน และให้ขนไก่ชี้ไปทางเดียวกันและเวลาเล่นใช้มือจับลูกขนไก่นั้นปาใส่ผู้เล่นคนอื่น ๆ ให้ช่วยกันจับ ตลอดช่วงเวลาที่กล่าวมานี้ ยังไม่มีการใช้แร็กเกต หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ตีปะทะลูกขนไก่ แต่ใช้มือ หรืออวัยวะอื่น ๆ แทน
คริสต์ศตวรรษที่ 14 ชาวญี่ปุ่นได้มีการใช้ขนไก่ หรือขนนกเสียบผูกติดกับหัวไม้ และใช้ไม้ตีลูกขนไก่นั้น โดยไม้ที่ใช้ตีทำมาจากไม้กระดาน ตีลูกขนไก่ไปมานับว่าเป็นวิวัฒนาการในรูปลักษณ์ของการเล่นแบดมินตันที่ใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยมีการใช้แร็กเกตตีลูกขนไก่แทนการใช้อวัยวะของร่างกาย
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในแถบยุโรปมีการเขียนภาพสีน้ำมันถึงการเล่นกีฬาแบดมินตันในราชสำนักต่าง ๆ พระราชินีคริสตินาแห่งสวีเดนทรงจำลองไม้แบดมินตันมาจากแร็กเกตในกีฬาเทนนิส และใช้ขนไก่หรือขนนกเสียบติดกับหัวไม้ก๊อกเจ้าฟ้าชายเฟรดเดอริค มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก ทรงแบดมินตันในลักษณะเดียวกัน แต่ในตอนนั้นเรียกแบดมินตันว่า "แบตเทิลดอร์กับลูกขนไก่"
คริสต์ศตวรรษที่ 18 ในเยอรมนีกษัตริย์ของปรัสเซียเฟรดเดอริคมหาราช และพระเจ้าหลานเธอเฟรดเดอริค วิลเลียมที่สอง ทรงแบดมินตันในลักษณะเดียวกัน และในประเทศอังกฤษมีเรื่องเล่าว่าในปี ค.ศ. 1870 นายทหารคนหนึ่งที่ไปประจำการอยู่ในเมืองปูนา ประเทศอินเดียได้เห็นกีฬาตีลูกขนไก่จึงนำกลับไปเล่นในอังกฤษ และในอังกฤษ ณ คฤหาสน์ “แบดมินตัน” ของยุคแห่งบิวฟอร์ด ที่ตำบลกล๊อสเตอร์เชอร์ ในปี ค.ศ. 1873 เกมกีฬาตีลูกขนไก่จึงถูกเรียกว่า “แบดมินตัน” ตามชื่อของสถานที่นับตั้งแต่นั้นมา
วิธีการเล่น
           กีฬาแบดมินตันจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 ประเภท คือ "ประเภทเดี่ยว" แบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายละ 1 คน "ประเภททีม" แบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายละ 2 คน
วิธีการนับคะแนน
1.จะต้องชนะให้ได้มากที่สุดใน 3 เกม
2. ทุกประเภทของการแข่งขัน ฝ่ายที่ได้ 21 คะแนนก่อนเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น ยกเว้นเมื่อได้ 20 คะแนนเท่ากันต้องนับต่อให้มีคะแนนห่างกัน 2 คะแนน ฝ่ายใดได้คะแนนนำ 2 คะแนนก่อนเป็นผู้ชนะ แต่ไม่เกิน 30 คะแนน หมายความว่าหากการเล่นดำเนินมาจนถึง 29 คะแนนเท่ากัน ฝ่ายใดได้ 30 คะแนนก่อน เป็นผู้ชนะ
3. ฝ่ายชนะเป็นฝ่ายเสิร์ฟในเกม ต่อไป
4. ฝ่ายชนะการเสี่ยงสิทธิ์เป็นฝ่ายส่งลูกได้ก่อน หากฝ่ายตรงข้ามทำลูก "เสีย" หรือลูกไม่ได้อยู่ในการเล่น ผู้เลือกส่งลูกก่อนจะได้คะแนนนำ 1-0 และได้ส่งลูกต่อ แต่หากผู้ส่งลูกทำลูก "เสีย" หรือลูกไม่อยู่ในการเล่น ฝ่ายตรงข้ามจะได้คะแนนตามมาทันทีเป็น 1-1 และฝ่ายตรงข้ามจะได้สิทธิ์ส่งลูกแทน ดำเนินเช่นนี้ต่อไปจนจบเกม
5. ประเภทคู่ให้ส่งลูกฝ่ายละ 1 ครั้ง ตามคะแนนที่ได้ ขณะที่เปลี่ยนฝ่ายส่งลูก หากคะแนนเป็นจำนวนคี่ ผู้อยู่คอร์ดด้านซ้ายเป็นผู้ส่งลูก หากคะแนนเป็นจำนวนคู่ผู้อยู่คอร์ดด้านขวาเป็นฝ่ายส่งลูก
การเสิร์ฟลูก
1.เมื่อเริ่มเกมให้ฝ่ายที่เสิร์ฟและฝ่ายตรงข้าม ให้ยืนสนามส่งลูกด้านขวา และเมื่อคะแนนของฝ่ายเสิร์ฟเป็นเลขคี่ให้เสิร์ฟด้านซ้าย ถ้าคะแนนของฝ่ายเสิร์ฟเป็นเลขคู่ให้เสิร์ฟขวา
2.ทุกเส้นออกแตกต่างกันในส่วนของลูก จะต้องอยู่ต่ำกว่าเอวของผู้ส่งขณะที่แร็กเกตสัมผัสลูก ส่วนเอวนั้นจะพิจารณาโดยการจินตนาการจากเส้นรอบลำตัวที่ระดับซี่โครงซี่สุดท้ายของผู้ส่งลูก
3.สำหรับการทดลองความสูงคงที่ ทุกส่วนของลูกขนไก่ขณะที่แร็กเกตสัมผัสลูกจะต้องสูงไม่เกิน 1.10 เมตร โดยนับจากพื้นสนามขึ้นมา
4.ผู้เล่นต้องไม่ถ่วงเวลา หรือเสิร์ฟช้า หรือเสิร์ฟ 2 จังหวะ การเสริฟ ต้องเสิร์ฟไปด้วยจังหวะเดียว
5.ขณะเสิร์ฟ ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าทั้ง 2 ข้างต้องสัมผัสพื้นตลอดเวลา
6.การเสิร์ฟลูกที่ถูกต้อง ต้องให้แร็กเก็ตสัมผัสกับหัวลูกก่อน หากโดนขนก่อนถือว่าผิดกติกา
- ขณะตีลูกโต้กัน ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือไม้แบดไปสัมผัสกับเน็ท
- ห้ามตีลูกที่ฝั่งตรงข้ามโต้กลับมาในขณะที่ลูกยังไม่ข้ามเน็ทมายังแดนเรา (Over net)
การดิวส์
            หากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายทำคะแนนได้เท่ากันในคะแนนที่ 20 จะมีการเล่นต่อ จนกว่าว่าจะมีคะแนนมากกว่าฝ่ายตรงข้าม 2 คะแนน แต่ถ้ายังไม่สามารถทำคะแนนห่างกัน 2 แต้มได้ จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อแต้มได้ 29 เท่ากัน ใครที่ทำได้แต้ม 30 ก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะทันที

การแข่งขัน
  1. แบดมินตันชิงแชมป์โลก
  2. แบดมินตัน ประเภททีมชายและทีมหญิงชิงแชมป์โลก (โธมัสคัพ และ ยูเบอร์คัพ)
  3. แบดมินตัน ประเภททีมผสมชิงแชมป์โลก (ซูดีร์มันคัพ)
  4. กีฬาแบดมินตันในโอลิมปิก
  5. แบดมินตันชิงแชมป์ทวีปเอเชีย (Asia Championships)
  6. แบดมินตันใน เอเชียนเกมส์
  7. แบดมินตันใน ซีเกมส์
  8. แบดมินตันซูเปอร์ซีรีส์พรีเมียร์
  9. แบดมินตันซูเปอร์ซีรีส์ไฟนอลส์
  10. แบดมินตันซูเปอร์ซีรีส์กรังด์ปรีซ์ โกลด์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แบดมินตัน




                     😊  ประวัติดนตรีไทย💗

                     
เครื่องดนตรีไทยเกิดจากชนชาติไทยเองและการเลียนแบบชนชาติอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ชิดโดยเริ่มตั้งแต่สมัยโบราณที่ไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ดินแดนของประเทศจีนในปัจจุบัน ทำให้เครื่องดนตรีไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนเลียนแบบกัน นอกจากนี่ยังมีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด ที่ชนชาติไทยประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อนที่จะมาพบวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งแพร่หลายอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน สำหรับชื่อเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยจะเรียนตามคำโดดในภาษาไทย เช่น เกราะ โกร่ง กรับ ฉิ่ง ฉาบ ขลุ่ย พิณเปี๊ยะ ซอ ฆ้องและกลอง ต่อมาได้มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พัฒนาขึ้น โดยนำไม้ที่ทำเหมือนกรับหลายอันมาวางเรียงกันได้เครื่องดนตรีใหม่ เรียกว่าระนาดหรือนำฆ้องหลาย ๆ ใบมาทำเป็นวงเรียกว่า ฆ้องวง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางดนตรีของอินเดีย มอญ เขมร ในแหลมอินโดจีนที่ไทยได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ ได้แก่ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ โทน(ทับ) เป็นต้น ต่อมาเมื่อมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ไทยได้นำบทเพลงและเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศเพื่อนบ้านมาบรรเลงในวงดนตรีไทย เช่น กลองแขกของชวา กลองมลายูของมลายู เปิงมางของมอญ และกลองยาวของไทยใหญ่ที่พม่านำมาใช้ รวมทั้งขิม ม้าล่อ และกลองจีน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของจีน เป็นต้น ต่อมาไทยมีความสัมพันธ์ชาวกับตะวันตกและอเมริกา ก็ได้นำกลองฝรั่ง เช่นกลองอเมริกัน และเครื่องดนตรีอื่น ๆ เช่น ไวโอลีน ออร์แกน มาใช้บรรเลงในวงดนตรีของไทย

จากประวัติเครื่องดนตรีไทยดังกล่าว สามารถแบ่งประวัติศาสตร์ของเครื่องดนตรีไทยได้เป็น 4 สมัย ดังนี้

1.สมัยสุโขทัย
2.สมัยอยุธยา
3.สมัยธนบุรี
4.สมัยรัตนโกสินทร์



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Facebook

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ค้นหาบล็อกนี้


About Me

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริบางประการเกี่ยวกับ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช "การสอนและอบรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชพรรณนั้น ควร ใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการ ศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป การใช้วิธีการสอนการอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ประเทศในระยะยาว"

เว็บพฤษศาสตร์โรงเรียน นภว.

เว็บพฤษศาสตร์โรงเรียน นภว.
โดยนายคำโพธิ์ ศรีสุพรรณ

Popular Posts